บทที่ 4 คำถาม
ตอนที่ 4 คำถาม
“เคลย์ตัน” เสียงร้องตะโกนเรียกชื่อผมของพ่อดังผ่านบานประตูเข้ามา ทำให้ผมดีใจจนน้ำตาไหล บานประตูไม้ขนาดใหญ่นั้นถูกถีบให้เปิดออกแทบจะทันที
“พ่อ”
ผมพุ่งเข้าไปหาเจ้าของฝ่าเท้าที่ถีบจนประตูไม้บานนั้นแทบจะปลิวกระเด็นมาฟาดหน้าผม ข้างๆ อัลฟ่าผู้เป็นพ่อบังเกิดเกล้าคือแม่เลี้ยงซึ่งผมรักเสียยิ่งกว่าแม่แท้ๆ พร้อมกับนิ้กกี้พี่ชายสายเลือดเดียวกันยืนถือปืนกระบอกโตเหมือนกำลังจะไปออกรบ
แสงไฟจากไฟฉายหลายกระบอกสาดไปทั่วห้องอันน่าสมเพชนี้ คุกมืดที่ผมอาศัยอยู่กับซาตานในร่างอัลฟ่าซึ่งเวลานี้มันไม่ได้อยู่ที่นี่
“เคลย์ตัน” แม่ตรงเข้ามาแล้วดึงผมไปกอด ฝ่ามือเรียวบางนุ่มนิ่มของแม่กอดประคองโอบใบหน้าของผมพลิกซ้ายพลิกขวาเหมือนต้องการดูให้แน่ใจว่าผมยังปลอดภัยดี
“แม่....ผมไม่ได้ฝันใช่หรือเปล่า”
“ไม่ฝันหรอก พ่อกับแม่มาช่วยแล้ว ลูกไม่เป็นอะไรแล้วนะเคลย์ตัน” แม่ส่งยิ้มอ่อนโยนกลับมาให้ผม ม่านน้ำใสๆ เป็นประกายแวววาวอันเกิดจากน้ำตาค่อยๆ เอ่อออกมาแล้วถูกสลัดทิ้งไปด้วยความเข้มแข็งของแม่เอง
“ไอ้เลวนั่นมันอยู่ไหน” นิ้กกี้ญาติผู้พี่ของผมร้องถามทันที พร้อมกับคนขี้โมโหเดินสำรวจไปทั่วห้องทึบ กระบอกไฟฉายสาดลำแสงไปจนทั่วห้อง พ่อของผมถอดเสื้อแจ็กเกตตัวใหญ่ออกแล้วส่งมันคลุมลงมาบนไหล่ผม ปกปิดร่างกายที่แทบจะอยู่ในสภาพเปลือยและให้ได้รับความอบอุ่นจากอากาศอันหนาวเย็น
“ไม่รู้ ฉันไม่รู้” ผมก้มหน้าตอบพร้อมกับดึงเอาแจ็กเกตของพ่อกระชับเข้ามาหาตัว
ผมเหลียวหลังหันกลับไปมองห้องนอนซึ่งผมใช้ชีวิตอยู่ในนี้มานานจนไม่รู้วันไม่รู้คืน เตียงนอนหลังใหญ่กับผ้าปูสีดำสนิท ทุกอย่างภายในห้องนี้มีเพียงสีเดียวคือสีดำ ผมกวาดตามองไปรอบๆ จดจำทุกรายละเอียดเพื่อตั้งใจจะลบทุกอย่างออกไปจากความรู้สึก จากความเคยชินและลบมันออกไปจากความทรงจำอันเลวร้าย
“นายโอเคมั้ยเคลย์ตัน” นิ้กกี้มองหน้าผมหลังจากเดินวนใช้เท้าเตะนั่นเตะนี้ไปทั่วห้อง
“อืม...ไปจากที่นี่กันเถอะ” ผมหันหลังกลับแล้วเดินเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของแม่ซึ่งโอบกอดผมไว้จนแน่น
ผมถูกพากลับออกมาในสภาพที่สมบูรณ์ครบถ้วนไม่ได้บาดเจ็บมีเพียงรอยแผลที่หัวจากการวิ่งชนผนังที่เกือบจะหายดีแล้วส่วนอื่นนั้นไม่มีบุบสลายแม้แต่น้อย ยกเว้น....
“ระยำจริง นี่มันผูกพันธะกับนายทำไม”
นิ้กกี้กระชากคอผมไปดูร่องรอยเขี้ยวจุดเล็กๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่และแน่นอนว่าร่องรอยพันธะอันเหนียวแน่นนั้นมันไม่ได้มีแค่รอยแผลเล็กๆ แต่มันซึมซาบกระจายอยู่ทุกอณูบนตัวผม ตอนนี้ฟีโรโมนของผมมันไม่ได้ดึงดูดยั่วยวนใครอีกต่อไปแล้ว
“ฉันก็ไม่รู้ มันไม่บอกอะไรเลย...ฉันไม่รู้ชื่อ ไม่เห็นด้วยซ้ำว่ามันหน้าตาเป็นยังไง”
ผมนั่งก้มหน้านิ่งมองหลังมือของตัวเองรู้สึกอับอายและสมเพชตัวเองเหลือเกินในเวลานี้ หลังจากที่ผมถูกขังอยู่ภายในห้องมืดไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมหายไปจากบาร์แห่งนั้นนานเป็นเวลานานถึงสองสัปดาห์
ช่วงเวลาเพียงแค่ครึ่งเดือนแต่สำหรับผมมันยาวนานเหมือนผ่านไปเป็นสิบๆ ปีเพราะผมเหมือนสูญเสียตัวตนไปภายในห้องมืดนั้น
“ฉันบอกนายแล้วว่าอย่าเที่ยวเดินตามตูดผู้ชายไป ทำไมนายไม่ฟังฉันเคลย์ตัน” นิ้กกี้เข้ามานอนไขว่ห้างอยู่บนเตียงนอนของผม หลังจากพ่อกับแม่เดินออกไปแล้ว
“เพราะนายนั่นแหละทิ้งฉันนิ้กกี้” ผมขว้างหมอนใบใหญ่ใส่พี่ชายอัลฟ่าของผม
“เออ ขอโทษก็ไม่คิดนี่ว่าออกไปไม่กี่นาทีกลับมานายจะหายไป นายไม่รู้หรอกว่าฉันตามหานายยากลำบากขนาดไหน”
“นายก็ไม่รู้หรอกว่าในห้องมืดนั่นฉันต้องเจอกับอะไรบ้าง”
“ก็....คงเจอ...อะไรใหญ่ๆ ล่ะมั้ง”
“ไอ้นิ้กกี้ ไอ้พี่ปากหมา ถ้าพูดดีไม่ได้ก็หุบปากไปเลย” ผมขว้างหมอนอีกใบใส่พี่ชายอัลฟ่า
“โอ๊ย เคลย์ตันพอแล้วน่า...เอาล่ะๆ ต่อไปฉันจะไม่ทิ้งนายแล้วเจ้าลูกหมาจะจับใส่เครื่องติดตามตัวเลยดีหรือเปล่าล่ะ”
“นิ้กกี้...คนคนนั้นบอกฉันว่าที่จับฉันไปเป็นเพราะเรื่องของพ่อกับแม่...นายรู้มั้ยว่าเรื่องอะไร”
ผมเดินไปทิ้งตัวลงข้างพี่ชายอัลฟ่าแล้วถามอย่างจริงจัง เรื่องนี้ผมไม่ได้เล่าให้พ่อกับแม่ฟังเพราะอยากถามนิ้กกี้ก่อน เรื่องสอดรู้สอดเห็นความลับของคนอื่นนิ้กกี้ยืนหนึ่งในอัลบราเซสไม่มีใครเกิน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าผมลองถามจอมเผือกประจำตระกูลก่อนดีกว่า
“ถ้าเรื่องพ่อแม่นายก็คงไม่มีอะไรนอกจากเรื่องของอลิเซีย”
“อลิเซีย...แม่น่ะเหรอ แต่อลิเซียจะทำแบบนี้ทำไมฉันเป็นลูกของเขานะ”
“ฮึ...ยัยนั่นเคยเห็นนายเป็นลูกด้วยอย่างนั้นเหรอ...แต่ก็ไม่แน่นะที่นี่น่ะฝรั่งเศส...ถิ่นของยัยอลิเซีย ตอนที่ฉันโทรกลับไปบอกพ่อนายว่านายหายไปที่ฝรั่งเศส พ่อนายแหกปากใส่โทรศัพท์แก้วหูฉันยังร้าวอยู่เลยนี่” นิกกี้จิ้มนิ้วใส่ลงไปในรูหูตัวเองเหมือนจะยืนยัน
“หูร้าวน่ะดีเท่าไหร่แล้ว พ่อฉันไม่ยิงหัวนายเป็นรูก็โชคดีแล้วนิ้กกี้โทษฐานที่นายทิ้งฉัน” ผมจิ้มนิ้วลงไปบนหน้าผากของพี่ชายอัลฟ่าแรงๆ
“ขืนพ่อนายยิงหัวฉัน แม่ฉันจะได้มาฉีกอกพ่อนายแหกเท่านั้นเอง”
“ไม่รู้สินิ้กกี้...ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ยังไงไม่รู้”
“เคลย์ตัน...” นิ้กกี้ปรับโหมดโทนเสียงเข้าสู่ช่วงเป็นงานเป็นงานซึ่งนานๆ ครั้งผมจะเห็นพี่ชายของผมทำหน้าทำตาขึงขังแบบนี้สักที
“อะไร”
“เรื่องไอ้บ้าในเงามืดของนาย ฉันว่าอลิเซียต้องอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้แน่”
“ทำไมนายคิดแบบนั้น ยังไงเธอก็แม่ฉันนะ ถึงจะไม่ชอบฉันเท่าไหร่...แต่ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วยล่ะ”
“อืม...ไม่รู้สิ แต่แม่ฉันเคยเล่าให้ฟังว่าอลิเซียแม่ของนายน่ะ เป็นผีแม่หม้ายร้ายกาจเพราะขาดผัว”
“นิ้กกี้นั่นแม่ฉันนะ” ผมยกขาขึ้นมาถีบพี่ชายแรงๆ แล้วนึกหน้าน้าอินดี้ออกในทันที
“ก็ถ้าไม่ใช่เขาแล้วจะมีใคร ครอบครัวของยัยอลิเซียเป็นมาเฟียคุมอยู่ในปารีส แล้วนายกับฉันก็เพิ่งจะเหยียบปารีสยังไม่ครบยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยตอนเกิดเรื่อง ถ้าไม่ใช่อลิเซียจะมีใครอีก”
“อลิเซียจะทำแบบนั้นทำไม”
“ไม่รู้สิ” นิ้กกี้ยักไหล่หนานั้นขึ้นไป ท่อนแขนกว้างดึงหมอนใบใหญ่ซึ่งผมขว้างใส่ไปกอดเอาไว้แน่น
“แล้วนายกับพ่อตามหาฉันเจอได้ยังไง”
“เสื้อผ้าของนายวันที่หายไป...มีคนส่งกลับมาแล้วยังส่งที่อยู่บ้านหลังนั้นมาให้ด้วย ตอนแรกฉันนึกว่าจะได้สาดกระสุนใส่กันซะอีก ที่ไหนได้เจอแต่ตัวลูกกระจ๊อกไม่กี่คน พ่อนายลองให้คนสืบแล้ว พวกนี้แค่โจรรับจ้างกระจอกๆ อาจจะแค่รับจ้างมาอยู่โยงเฝ้านายหรือแค่จ้างให้มาตายแทนเท่านั้นเอง”
“แล้วคนนั้น” ผมเหลือบตาขึ้นไปถามนิ้กกี้ แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อหรือขยายความคำถามผมรู้ว่านิ้กกี้เข้าใจดีว่าผมหมายถึงใคร
“ไม่เจอ ตอนฉันกับพ่อนายไปถึง ไม่เจอคนที่นายบอกไอ้ดอกโอลีฟของนายมันไม่ได้อยู่ที่นั่น”
“ฉันสงสัยทำไมต้องความมืด ห้องมืด ทำไมมันถึงไม่ยอมให้ฉันเห็นหน้าหรือไม่ยอมบอกแม้กระทั่งชื่อของตัวเอง มันดูแปลกๆ ดูลึกลับซับซ้อน”
“มันอัปลักษณ์แบบว่า รูปชั่ว ตัวเชี่ย เตี้ยล่ำ ดำสิว แบบนั้นเหรอ” นิ้กกี้เลิกคิ้วถามผม
“ก็ไม่นะ ความสูงพอๆ กับนายเลย ผิวละเอียดรูปร่างก็ดีด้วยมีกล้ามเนื้อเหมือนคนผู้ชายทั่วไป หน้าตาถึงฉันจะมองไม่เห็นแต่ก็รู้ว่าไม่ได้อัปลักษณ์ขนาดนั้น”
“หือ...นี่นายอย่าบอกนะว่าติดใจไอ้ดอกโอลีฟนั่นน่ะ” นิ้กกี้ยื่นนิ้วมาจิ้มแก้มผมเล่นพร้อมกับพูดล้อเลียน
“ฉันไม่ได้ติดใจนะ”
“ติดใจก็ไม่แปลกหรอก นี่อย่างน้อยนายก็เสียตัวมีผัวตอนอายุยี่สิบสอง นายดูแม่ฉันโน่นแก่แดดจับพ่อฉันทำผัวตั้งแต่อายุยี่สิบ เพราะฉะนั้นนายไม่ต้องอายเรื่องมีผัวเร็วหรอกเพราะคงไม่มีใครเร็วไปกว่าแม่ฉันแล้ว”
“ปากนายนี่นะนิ้กกี้แม้แต่แม่ตัวเองก็ไม่เว้น”
“เอ่อเคลย์ตัน...ฉันขอถามอะไรนายหน่อยสิ” นิ้กกี้จับตัวผมหมุนไปเผชิญหน้าตรงๆ
“ถามอะไร”
“ตอนนี้ก็เท่ากับว่านาย...ถูกไอ้บ้านั่นตีตราจองไปแล้ว นายกับมันจะ...”
“ไม่...ระหว่างฉันกับคนคนนั้น ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน ทุกอย่างเกิดในห้องนั้นและมันจบลงแล้ว ฉันไม่อยากนึกถึงมันอีกนิ้กกี้”
ผมโกหก...ผมบอกทุกคนว่าผมลืมมันได้ แต่เมื่อพระอาทิตย์ตกลงดินแล้วแสงสว่างรอบตัวเริ่มน้อยลงทุกที ภายในห้องนอนอันเงียบสงัดผมนอนลืมตาอยู่ในห้อง มือข้างหนึ่งแตะกดลงไปบนสวิตช์ของโคมไฟหัวเตียง
เปิด...เพื่อให้แสงสว่าง
ปิด...เพื่อหลบซ่อนตัวเองในเงามือ
เปิด...เพื่อให้มองเห็นสิ่งรอบตัว
ปิด...เพื่อเก็บซ่อนน้ำตา
เปิด...ปิด
ผมดึงหมอนใบใหญ่มากอดแล้วเกยคางตัวเองลงไป ความหนานุ่มของมันทำให้ผมรู้สึกอ่อนไหวและอ่อนแอในเวลาเดียวกัน มันยากเหลือเกินกว่าผมจะข่มตาตัวเองให้หลับลงได้ท่ามกลางแสงสว่าง...
ผมเดินออกมาจากโรงแรมเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับเมืองไทยหลังจากที่เราสองคนถูกบ่นเรื่องแอบหนีเที่ยวและแน่นอนว่าการหนีมาปารีสเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งเราสองคนต่างรู้ดีว่าที่นี่เป็นที่สุดท้ายในโลกที่พ่อแม่พวกเราอยากให้เรามา เหตุผลของผู้ใหญ่ที่บอกกับเรานั้นมีเพียงแค่คำว่า “ไม่ปลอดภัย” ซึ่งแน่นอนว่าพวกเราเข้าใจ...แต่ไม่ทั้งหมด
เรื่องที่ผมถูกจับไปพ่อไม่ได้แจ้งความ ส่วนการตายของโจรกระจอกพวกนั้นก็ไม่ได้เป็นข่าวใหญ่มันเหมือนทุกอย่างถูกกลบแล้วทำให้เงียบ พ่อ แม่ ผม และนิ้กกี้ รวมถึงการ์ดที่พ่อขนมาจากอิตาลีเดินเรียงแถวจนเกือบจะถึงล็อบบี้โรงแรมแล้ว แต่ทุกอย่างถูกชะงักลงเพราะการปรากฎตัวของใครบางคน
“สวัสดีค่ะ ไม่เจอกันนานนะคะอัลเดร”
หญิงสาวร่างบางระหงยืนตัวตรงส่งยิ้มมาทางพวกเรา เบื้องหลังนั้นคือชายใส่สูทจำนวนเกือบสิบคนยืนทำหน้าขรึมเคร่งเพ่งสายตามาทางพวกเรา
“อลิเซีย”
“ยังจำฉันได้ด้วยอย่างนั้นเหรอคะ น่าประทับใจจริงๆ แล้วก็....สวัสดีเคลย์ตัน....มาเที่ยวฝรั่งเศสทั้งทีไม่คิดจะแวะมาทักทายแม่หน่อยเหรอ” คุณอลิเซียปรายหางตามาทางผม มันเป็นสายตาที่ผมรู้สึกอึดอัดแต่ก็ขัดไม่ได้
“ขอโทษครับผม...ไม่คิดว่า...คุณจะว่าง”
“คุณมาทำอะไรที่นี่อย่างนั้นเหรออลิเซีย” ผมหันไปมองหน้าพ่อนิดหน่อยเพราะน้ำเสียงของพ่อนั้นดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจนัก ผมไม่รู้ปัญหาระหว่างพ่อกับแม่แต่ผมรู้ว่าทั้งสองคนมีเรื่องที่ดูเหมือนจะให้อภัยกันไม่ได้ พ่อไม่เคยพูดถึงอลิเซีย...แะทุกครั้งที่ผมได้เจอคุณอลิเซียหล่อนก็ไม่เคยพูดพูกถึงพ่อดีเลยสักครั้ง
“ฉันรู้ว่าเคลย์ตันมาปารีสก็เลยอยากจะมาดูหน้าลูกชายสักหน่อย แต่ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณกับ...ชู้รักที่นี่ด้วย”
“ชู้เหรอ” ผมหันหน้าไปทางพ่อของผมและแน่นอนว่าแม่เลี้ยงของผมยืนหน้าซีดอยู่ใกล้ๆ พ่อ
ที่ผ่านมาผมรู้ว่าคุณอลิเซียไม่ชอบแม่ หรืออาจจะถึงขั้นเกลียดแต่ผมยังไม่เคยได้ยินใครเรียกแม่แบบนั้น คำว่า "ชู้" ดูจะรุนแรงและหยามเหยียดเกินไป เพราะสำหรับผมแม่เลี้ยงหรือที่ผมกล้าเรียกได้เต็มปากเต็มว่า "แม่" คือคนที่ผมรักมากที่สุดรองจากพ่อ
“น้อยๆ หน่อยคุณป้า คุณอาเจสันไม่ใช่ชู้สักหน่อย เท่าที่ผมรู้คุณอาเจสันก็เป็นสะใภ้ของตระกูลอัลบราเซสคนหนึ่ง เป็นภรรยาถูกต้องตามกฎหมายของคุณอาอัลเดรเขารู้กันทั่วบ้าน ทั่วเมือง รู้กันทั่วอิตาลี ป้าไปอยู่ไหนมาถึงกล้าใช้คำนี้” ปากอย่างนิ้กกี้ไม่เคยมีหูรูดสักที แต่ผมก็ขอบคุณที่นิ้กกี้พูดในสิ่งที่ผมได้แค่คิด เพราะถึงผมจะรักแม่ยังไงก็ไม่กล้าหักหน้าแสดงออกชัดเจนขนาดนั้นว่าเข้าข้างแม่เลี้ยงมากกว่าแม่แท้ๆที่ให้กำเนิดผมมา
“เด็กอย่างพวกเธอจะรู้อะไร”
“ใครว่าเด็กไม่รู้....เด็กสมัยนี้รู้มากกว่าผู้ใหญ่บางคนอีก”
“เธอคงเป็นนิ้กกี้ ลูกชายคนโตของโรแลนที่เกิดจากโอเมก้าที่ชื่ออินดี้สินะ”
“ครับ แม่ผมเป็นโอเมก้าที่น่ารักกว่าอัลฟ่าบางคน เพราะอย่างน้อยแม่ผมก็ไม่ถูกผัวทิ้ง” นิ้กกี้ยิ้มยั่วแม่ผมอย่างไม่ได้นึกเกรงกลัวอะไรจริงๆ
“นี่เธอ...”
"อลิเซียพวกเราต้องไปแล้ว ขอโทษด้วย" พ่อพูดขัดขึ้นมาเพราะคงเห็นว่าหากปล่อยทิ้งเอาไว้สองคนนี้คงเถียงกันไม่จบโดยเฉพาะนิ้กกี้ที่ถอดแบบความจัดจ้านมาจากน้าอินดี้ทุกกระเบียดนิ้ว
"ทำไมรีบนักล่ะคะ ฉันยังไม่ได้คุยกับเคลย์ตันเลย" แม่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม
"เราต้องรีบปขึ้นเครื่อง" พ่อตอบกลับไปโดยจ้องหน้าคุณอลิเซียไม่กะพริบตา
"ศาลระบุไว้ชัดเจน ว่าฉันมีสิทธิ์จะพบลูก"
"แต่ถ้าคุณต้องการพบ ศาลก็ระบุชัดเจนว่าคุณต้องแจ้งผมล่วงหน้า ตอนนี้เราต้องรีบเดินทางไม่สะดวกจริงๆ"
"เอ่อ...ผม..."
สายลมวูบหนึ่งพัดมาจากที่ไหนสักแห่ง สายลมเบาๆ ที่พัดเอา "กลิ่นดอกโอลีฟ" มาปะทะจมูก ผมเงยหน้าขึ้นไปมองสบตากับคุณอลิเซียแววตาแปลกๆ กับรอยยิ้มมุมปากนั้นทำเอาหัวใจผมหล่นวูบตกลงไปอยู่ปลายเท้า
ผมหลบสายตาน่ากลัวของคุณอลิเซียแล้วมองหาต้นตอของกลิ่นหอมคุ้นเคยนั้นว่ามันลอยมาจากไหน กลิ่นหอมนี้มันมาจากไหน...กลิ่นหอมที่มันกำลังเรียกให้ผมไปหา เบื้องหลังของหญิงสาวสวยสง่าซึ่งยืนอยู่เหนือลมมามาจากทางนั้น กลิ่นหอมที่กำลังทำให้ผมเหมือนจะคุมตัวเองไม่ได้
"โชคดีนะเคลย์ตัน หวังว่า...เราจะได้พบกันอีกเร็วๆ นี้" มุมปากสีแดงเลือดนกยกขึ้นนิดๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปพร้อมกับกลิ่นดอกโอลีฟที่ค่อยๆ จางลง
